สัปดาห์ ๙ รายวิชาพระไตรปิฏก ๑ ภาคนอกเวลาราชการ รุ่น ๑๙ สอนโดยพระมหาไพจิตร อุตฺตมธมฺโม,ดร.


สัปดาห์ ๙ รายวิชาพระไตรปิฏก ๑ ภาคนอกเวลาราชการ รุ่น ๑๙ สอนโดยพระมหาไพจิตร อุตฺตมธมฺโม,ดร.



 จุดประสงค์เพื่อประโยชน์แก่พระสงฆ์โดยส่วนรวม

 

                                 สังฆะสุฏฐุตายะ เพื่อความยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์ คือ เพื่อความดีงามของสถาบันสงฆ์ทั้งหมดโดยรวม ที่ยอมรับว่าดีแห่งสงฆ์นั้น หมายถึง พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติโดยการบังคับ กดขี่ตามพระพุทธอำนาจ แต่ทรงบัญญัติสิกขาบทโดยการยอมรับจากสงฆ์ว่าที่บัญญัติเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีแก่ส่วนรวม  เพื่อให้เกิดผลดีร่วมกันและทุกฝ่ายต่างให้การยอมรับ

 

                                  สังฆะผาสุตายะ  เพื่อความผาสุกของพระสงฆ์ หมายถึง เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยดี  นอกจากพระสงฆ์จะอยู่ร่วมกันด้วยความเรียบร้อยแล้ว   ต้องเกิดความสบายแก่ทุกฝ่ายด้วย





ประโยชน์เฉพาะบุคคล

 

                                  ทุมมังกูนัง ปุคคะลานัง นิคคะหายะ เพื่อกำราบคนหน้าด้าน ไม่มียางอาย  หมายถึง  หากพระองค์ไม่บัญญัติสิกขาบทชี้โทษให้เห็นว่าอะไรถูกอะไรผิด  อะไรมีโทษน้อยอะไรมีโทษมาก คนที่หน้าด้านไร้ยางอายเหล่านี้เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็จะทำอะไรได้ทุกอย่างตามใจชอบ เพราะถือว่าไม่มีข้อห้าม

 

                                  เปสะลานัง  ภิกขูนัง ผาสุวิหาระตายะ เพื่อความอยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีศีล  หมายถึง การบัญญัติสิกขาบทก็เพื่ออนุเคราะห์ผู้ที่มีศีล  คนเหล่านี้มักจะมีความละอายสงบเสงี่ยมเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่สร้างความรำคราญให้แก่ผู้อื่น  หากพระองค์ไม่บัญญัติสิกขาบท ท่านที่มีศีลเหล่านี้ก็จะอยู่ด้วยความลำบาก  เพราะจะถูกรบกวนจากคนที่ไร้ยางอายคอยสร้างปัญหาสร้างความรำคราญให้




จุดประสงค์เพื่อประโยชน์คือความดีงามแห่งชีวิต

 

                                  ทิฏฐะธัมมิกานัง อาสะวานัง สังวะรายะ เพื่อปิดกั้นโทษความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน หมายถึง การบัญญัติสิกขาบทเพราะคำนึงถึงผลดีและผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของผู้บวช เช่น ถูกชกต่อย, ถูกตีด้วยไม้, ถูกตัดมือตัดเท้า, ถูกลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองในลักษณะต่างๆ ตามสมควรแก่ความผิด ตลอดถึงการเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นต้น เมื่อพระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทแล้ว จะทำให้ผู้บวชมีความสำรวมระวังมากขึ้น  เป็นการป้องกันไม่ให้โทษดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่กำลังบวชอยู่

 

                                  สัมปะรายิกานัง อาสะวานัง ปะฏิฆาตายะ เพื่อปิดกั้นโทษความเสียหายที่จะเกิดในอนาคต เป็นการป้องกันผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของผู้บวชในอนาคต  อันเนื่องมาจากผลแห่งบาปกรรมที่ไม่สำรวมระวังในความเป็นพระ ท่านแสดงโทษของการผิดศีลไว้ ดังนี้ บ้านแตกสาแหรกขาด ทรัพย์สมบัติล่มจม  ร่างกายเกิดโรคภัยเบียดเบียน


 จุดประสงค์เพื่อประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชน

 

                                   อัปปะสันนานัง วา ปะสาทายะ เพื่อให้เกิดความเลื่อมใสแก่ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส

 

                                  ปะสันนานัง วา ภิยโยภาวายะ เพื่อให้ผู้เลื่อมใสแล้วมีความเลื่อมใสยิ่งขึ้น

 

                ประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนทั้งสองข้อนี้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนเอง  คือ เมื่อคนเป็นอันมากได้เห็นพระสงฆ์ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล งดงามด้วยอาจาระ ก็จะเกิดความเลื่อมใส  และผู้ที่เลื่อมใสอยู่แล้วก็จะเกิดศรัทธามากยิ่งขึ้น นำไปสู่การประพฤติปฏิบัติตามธรรมะคำสั่งสอนเพื่อเข้าสู่ความดีที่สูงยิ่งขึ้นไป

 จุดประสงค์เพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา

 

                                  สัทธัมมัฏฐิยา  เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม คือ เมื่อมีการบัญญัติสิกขาบท ภิกษุทั้งหลายย่อมเรียนสิกขาบทและพระพุทธวจนะเมื่อปฏิบัติสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้ ย่อมได้บรรลุโลกุตตรธรรม ที่ตนจะพึงบำเพ็ญข้อปฏิบัติแล้วบรรลุได้ด้วยความปฏิบัติ เพราะฉะนั้น พระสัทธรรมทั้งหมด ชื่อว่าเป็นสภาพตั้งอยู่ยั่งยืนนานด้วยสิกขาบทบัญญัติ

 

                                  วินะยานุคะหายะ เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย คือ เพื่อให้ภิกษุเคารพในวินัย  อันเป็นกฎระเบียบเเบบแผนขนบธรรมเนียมที่ทรงบัญญัติไว้ ให้บังเกิดมีผลในการปฏิบัติตามหลักการอย่างหนักแน่นมั่นคง

 




วิธีการบัญญัติพระวินัย

         พระพุทธองค์มิได้ทรงบัญญัติพระวินัยไว้ล่วงหน้าว่าห้ามทำอย่างนั้น ห้ามปฏิบัติอย่างนี้เมื่อทำแล้วจะมีโทษอย่างนั้นอย่างนี้ต่อเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นคือ มีภิกษุหรือภิกษุณีไปประพฤติอย่างนั้นอย่างนี้เข้า ผู้คนทั่วไปเห็นแล้วพากันตำหนิโพนทะนาว่าไม่เหมาะไม่ควรจึงนำมากราบทูลพระพุทธองค์พระพุทธองค์ ทรงเห็นพ้องด้วยจึงทรงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์แล้วทรงสอบถามด้วยพระองค์ เอง เมื่อได้ความจริงก็ทรงตำหนิแล้วชี้โทษแห่งการประพฤติเสียหายเช่นนั้นว่า ไม่ควรทำไม่ควรประพฤติทั้งตรัสอานิสงส์แห่งการสำรวมระวังจากนั้นจึงทรง บัญญัติเป็นสิกขาบทไว้เป็นบรรทัดฐาน พร้อมทั้งกำหนดโทษหนักเบาตามความ ผิดกำกับไว้ด้วย ซึ่งเรียกโทษนั้นว่า อาบัติ



        ต่อมาสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้วนั้นๆ ตึงเกินไปจนภิกษุทั้งหลาย เกิดอาการกลัวจะปฏิบัติผิดบ้าง หย่อนเกินไปจนมีผู้หลบเลี่ยงล่วงละเมิดบ้าง จึงทรงบัญญัติเพิ่มเติมสิกขาบทนั้นๆเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป พระบัญญัติที่ทรงเพิ่มเติมเช่นนี้เรียกว่า อนุบัญญัติ ซึ่งมีปรากฏรวมอยู่สิกขาบทข้อนั้นๆ






สรุปแล้ว การบัญญัติพระวินัยมีจุดเริ่มต้นดังนี้

         -     มิได้ทรงบัญญัติไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันมิให้ภิกษุล่วงละเมิดเหมือนการบัญญัติกฎหมาย ซึ่งตราเป็นข้อบัญญัติไว้ล่วงหน้า โดยยังไม่มีผู้ล่วงละเมิดก่อนเป็นหลัก

         -     เมื่อมีเหตุการณ์ที่ภิกษุไปทำสิ่งที่ชาวบ้านไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะ ไม่ควร หรือทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนเกิดขึ้น ชาวบ้านไปฟ้องร้องพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงประชุมสงฆ์เพื่อรับทราบข้อมูลรายละเอียดของเรื่อง

         -     ทรงไต่สวนไล่เลียงพระที่ทำเช่นนั้น เมื่อทรงเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควรจริง ทรงแสดงโทษแห่งการกระทำ และทรงแสดงประโยชน์ของการสำรวมระวังไม่กระทำเช่นนั้นต่อไป

         -     ทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามในเรื่องเช่นนั้นไว้เรียกว่าบัญญัติพระวินัยและมีบทลงโทษหนักบ้างเบาบ้าง ซึ่งเรียกว่า อาบัติ

         -     เมื่อทรงบัญญัติไว้แล้ว ต่อมาเป็นข้อปฏิบัติที่ตึงเกินไป ปฏิบัติได้ยาก หรือหย่อนเกินไป ทำให้ล่วงละเมิดโดยง่าย ก็ทรงบัญญัติข้อความเพิ่มเติม แต่มิได้ยกเลิกบทบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว

         พระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ มีชื่อเรียกเป็น อย่างคือ มูลบัญญัติ กับ อนุบัญญัติ

         - มูลบัญญัติ คือ ข้อบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แต่เดิม เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น
         - 
อนุบัญญัติ คือ ข้อบัญญัติที่ทรงบัญญัติเพิ่มเติมในภายหลัง

 




 

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม