
เริ่มต้นโดย

1.ยืนให้ตรงดำรงสติให้มั่น
2.ละลึกถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยะสงฆ์
3.ละลึกถึงฝ่าเท้าและนิ้วเท้าทั้งสองข้าง
4.รับรู้ความรู้สึกของเท้าที่สัมผัสพื้นว่าเป็นอย่างไร เย็นไหม ร้อนไหม อุ่นไหม เจ็บปวดไหม แล้วจึงเริ่มเดิน

จากนั้นในระหว่างที่เดินอยู่ ก็ให้เริ่มละลึกถึงหนังฝ่าเท้า หนังหลังเท้าข้างซ้ายก่อน

แล้วก็ไล่มาหนังนิ้วเท้า ไล่ตั้งแต่นิ้วโป้งไปจนถึงนิ้วก้อย แล้วไล่ทวนกลับมานิ้วโป้งไหม่

แล้วไล่มาหนังหน้าแข้ง หนังหัวเข่า หนังขาซ้าย หนังก้นข้างซ้าย และหนังก้นทั้งสองข้าง

แล้วไล่ลงไปหนังขาขวา หนังเขาขวา หนังแข้งขวา หนังข้อต่อขวา หนังหลังเท้า หนังฝ่าเท้า หนังนิ้วเท้าจากนิ้วโป้งไปถึงนิ้วก้อย แล้ววนกลับมานิ้วโป้งใหม่

แล้วไล่จากหนังฝ่าเท้าทวนย้อนกลับขึ้นข้างบนมาจนถึงหนังก้นขวา และหนังก้นทั้งสองข้าง

จากนั้นมาที่หนังหน้าท้อง ไล่ลงมาหนังอวัยวะเพศ แล้วไล่ย่อนกลับมาหนังหน้าท้อง

แล้วไล่ขึ้นบนมาหนังหน้าอก หนังอกซ้ายมีอะไรบ้าง หนังอกขวามีอะไรบ้าง

แล้วไล่ขึ้นมาหนังหน้าคอ หนังหลังคอ แล้วมาที่หนังหัวไหล่ซ้าย

แล้วไล่ลงมาหนังแขนซ้าย หนังข้อศอก หนังลำแขน หนังฝ่ามือ หนังหลังมือ หนังนิ้วโป้งไปจนถึงนิ้วก้อย แล้วไล่ย้อนกลับมาที่หนังหัวไหล่ซ้าย

เมื่อมาถึงหนังหัวไหล่ซ้ายแล้ว ก็มาที่หนังหลังคอ หนังไหล่ขวา หนังแขนขวา ไล่ลงไปแบบเดิมไปจนถึงหนังนิ้วก้อย แล้วค่อยไล่ย้อนทวนกลับมา จนถึงหนังหลังคอเช่นเดิม

แล้วไล่ลงมาที่หนังแผ่นหลัง แล้วจึงทวนกลับมาที่หนังหลังคอ

จากนั้นไล่ขึ้นบน มาที่หนังศีรษะ ไล่ต่อมาที่หนังหน้าผาก หนังคิ้วซ้าย หนังคิ้วขวา หนังตาซ้าย หนังตาขวา

แล้วลงมาที่หนังจมูก หนังรูจมูกซ้ายและขวา และกลับมาที่หนังจมูก

แล้วมาที่หนังแก้มซ้าย กลัมมาหนังจมูก ไล่ไปหนังแก้มขวาแล้วกลับมาหนังจมูก

แล้วไล่ลงมาหนังริมฝีปากบน หนังริมฝีปากล้าง หนังคาง หนังใต้คาง และหนังคอ

จากนั้นไล่ทวนกลับย่อนคืนตั้งแต่หนังใต้คอ ไปจนถึงหนังนิ้วเท้าซ้ายเช่นเดิม แล้วละลึกถึงหนังทั้งกาย

แล้วให้ถามคำถามเข้าไปในจิตตัวเองว่า หนังนี้ มันเป็นอย่างไร มีคุณอย่างไร มีโทษอย่างไร

เมื่อมีความเจ็บเกิดขึ้นที่หนังนี้ กายมันเจ็บหรือหนังมันเจ็บ หรือจิตมันเจ็บ

เราเป็นผู้เจ็บหรือหนังเป็นผู้เจ็บ หรืออะไรเป็นผู้เจ็บ

เราเป็นหนังไหม หนังเป็นเราไหม เราควบคุมหนังไม่ให้เหี่ยว ไม่ให้ แก่ เจ็บ ตาย ได้ไหม

จากนั้นให้นึกภาพ หนังถูกถลกออกจากกาย แล้วโยนไปไว้กลางอากาศ

จากนั้นให้นึกถึงเปลวไฟขึ้นมาเผาหนังนั้น

ในขนะที่ไฟเผาอยู่ เราจะเห็นธาตุลมเริ่มไหลออก หนังเริ่มเกรียมดำ ธาตุไฟยิ่งไหลออกไฟยิ่งแรง หนังยิ่งเกรียม ฟองน้ำเริ่มฟูฟดไหลออกมาเป็นธาตุน้ำ

เมื่อธาตุน้ำไหลออกจนหมด หนังที่ไหมเกรียมก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง และเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวขี้เถ้าคือธาตุดิน ธาตุไฟเองก็หมดและดับไป

จากนั้นขี้เถ้าก็ล้วงลงสู่ผืนดิน ผ่านไปเนิ่นนานขี้เถ้าก็เริ่มกลายเป็นดินโดยสมบูรณ์

เมื่อขี้เถ้ากลายเป็นดินแล้ว ให้พิจารณาต่อไปว่า ขี้เถ้าเป็นดิน ดินเป็นขี้เถ้า ขี้เถ้าคือดิน ดินคือขี้เถ้า

แล้าต่ออีกว่า หนังคือดิน ดินคือหนัง หนังเป็นดิน ดินเป็นหนัง ดินไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ดิน ดินไม่เป็นเรา เราไม่เป็นดิน

และดินก็เป็นสักแต่ว่าดิน ดินไม่ใช่ตัวตนของเรา เราไม่มีในดิน
( ต่อ ep 2 )
……….
บางสวนบางตอนจาก การอบรมกรรมฐานตอนเช้า ( เท่าที่ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ชัดและจำได้ )
โดยท่านอาจารย์ พระมหาไพรจิตร อุตฺตมธมฺโม
( สุภชโย ภิกฺขุ )
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น